วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

การพัฒนาอินทรีย์ให้แก่กล้าเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นอริยชน


การพัฒนาอินทรีย์ให้แก่กล้า[1]

แม้หนทางข้างหน้าจะมืดมิด      อย่าไปสิ้นความคิดจะย่างก้าว
                           ถึงหนทางข้างหน้าจะยืดยาว      ก็ไม่ไกลเกินเท้าเราก้าวเดิน
ขอนอบน้อม แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองนั้น
ขอโอกาส พระครูโสภณธรรมรังสี ผู้เป็นประธานสงฆ์ ตลอดจนพระเถรานุเถระที่เคารพทุกรูป
ขอเจริญไมตรีจิต เพื่อนสหธรรมิกผู้มั่นคงในอุดมการณ์เดียวกันทุกรูป แหละ
ขอเจริญพร ญาติธรรมผู้มีใจรักในปัญญาคือการแสวงหาความรู้ เพื่อนำตนออกจากกองหยากเยื่อ คือกิเลส ทุกๆ ท่าน
            ตึกสูงเสียดฟ้านับชั้นไม่ได้  เวลาจะสร้างต้องมีการวางรากฐานให้มั่นคง เบื้องต้นต้องมีการคำนวณขนาดวาด โครงสร้างให้ชัดเจน จากนั้นเริ่มมีการตอกเสาเข็มและเริ่มขึ้นโครงสร้างไปเรื่อยๆ จนในที่สุดสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง สามารถอยู่อาศัยได้หลาย ๑๐ ปี คนที่เกิดมาในโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือเมื่อเกิดมาแล้ว นอกจากจะต้องดูแลบำรุง รักษาร่างกายให้มีความเจริญเติบโตตามเกณฑ์ที่เหมาะสม ในด้านจิตใจก็ต้องมีการบำรุงรักษาให้มีความเจริญเติบโต  เช่นเดียวกัน มิฉะนั้นแล้ว เราจะต้องได้ยินสำนวนที่กล่าวว่า “ใหญ่แต่ตัว แต่หัวใจปลาซิว” ที่คำกล่าวเช่นนี้เกิดขึ้นมา  ได้เพราะคนเราขาดการฝึกฝน  ไม่รู้จักวิธีการสร้างความสงบให้กับตนเองในภาวะการณ์ต่างๆ ต่างจากผู้ที่มีการฝึกฝน  ตนเองอย่างสิ้นเชิง  คือเวลาประสบปัญหาใดๆ หรือตนเองกำลังอยู่ในสังคมที่มีปัญหาอย่างไร ก็จะไม่มีผลกระทบใดๆ เกิดขึ้นได้ หรือมีความสะเทือนถึงใจของผู้นั้นได้ ดังพุทธาภาษิตที่ว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง แปลได้ความว่า จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้  แต่ก่อนที่จะฝึกตนเองได้ตามที่คาดหมายไว้  เราจะต้องสร้างความพร้อมให้กับตนเองเสีย  ก่อน  อุปมาเหมือนการสร้างตึกนั่นแหละ  เบื้องต้นต้องมีการออกแบบแล้วจึงเริ่มโครงสร้าง  งานโครงสร้างคือฐานราก ที่สำคัญ เปรียบเสมือนด้านจิตใจของคนเรา
            ฉะนั้น วันนี้อาตมภาพขอหยิบยกเอาประเด็นธรรมะที่ได้จากการฟังธรรมะบรรยาย  ที่พระครูโสภณธรรมรังสี ได้เทศน์อบรมพระ-เณร-เถร-ชีภาคค่ำเกี่ยวกับหลักปฏิบัติธรรม ในวันธัมมัสสวนะครั้งนี้จะบรรยายเรื่อง การพัฒนา ตนให้มีอินทรีย์เเก่กล้า ให้ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายได้สดับรับฟัง เพื่อเป็นแนวทางแห่งสัมมาปฏิบัติช่วยขจัดความหมด หวัง  และเพื่อเป็นธรรมะปฏิสันถาร  ในการณ์ที่ท่านทั้งหลายมาประชุมพร้อมกัน ณ พุทธสมาคมแห่งนี้ ตามสมควรแก่ เวลาเป็นลำดับต่อไป

            อินทรีย์ หมายถึง  ความเป็นใหญ่ที่สามารถพัฒนาจิตให้มีกำลัง และมีประสิทธิภาพในงานที่ปฏิบัติอยู่
            ความแก่กล้า หมายถึง ความเข้มแข็งทางจิตที่เกิดเมื่อได้รับการฝึกฝน
            อินทรีย์ มี ๕ ประการ ได้แก่ :-
๑.   สัทธินทรีย์   คือ ความศรัทธา ในโพธิปักขิยะธรรม
                        ๒.   วิริยินทรีย์    คือ ความเพียร ในสัมมัปปะธาน
                        ๓.   สตินทรีย์     คือ ความระลึกได้ ในสติปัฏฐาน
                        ๔.   สมาธินทรีย์ คือ ความตั้งมั่น ในญาณ
๕.   ปัญญินทรีย์ คือ ความเข้าใจ ในอริยะสัจ

            เบื้องต้น ท่านทั้งหลายต้องปรับทัศนะใหม่เกี่ยวกับหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อนว่า ธรรมะต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ คือเริ่มจากภายในตัวเราเสียก่อน แล้วจึงแผ่ขยายเป็นวงกว้าง มีความสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เหมือนการต่อจิกซอรูปภาพ ถ้าเราเริ่มจากจุดเล็กๆ ไม่ได้  เราก็ไม่สามารถเข้าใจหลักธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งได้เหมือน กัน การปฏิบัติธรรมของท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เหมือนบทประพันธ์ที่ได้กล่าวในเบื้องต้น “แม้หนทางข้างหน้าจะ มืดมิด  อย่าไปสิ้นความคิดที่จะย่างก้าว ถึงหนทางข้างหน้าจะยืดยาว ก็ไม่ไกลเกินเท้าเราก้าวเดิน” จากบทประพันธ์นี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในดวงจิตของเราจะมืดมิดไปด้วยกิเลสตัณหา ถ้าเราไม่ย่อท้อ โอกาสที่เราจะได้เห็นธรรมะก็ย่อมมี เคยสนทนาธรรมกับหมู่คณะเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม  ถ้าเราได้ยินครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติลำบากแถมยังรู้ยากอีก เราก็จะเกิดความรู้สึกว่า โอ๊ย...ธรรมะของพุทธองค์ทำไมถึงยากอย่างนี้ เราจะมีบุญวาสนาได้เห็นกับเขาไหมหนอ  แต่ถ้าเราได้ฟังครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติง่ายและรู้เร็ว  เราก็จะเกิดความรู้สึกว่ามันง่าย  เราก็น่าจะมีโอกาสรู้ธรรม เหมือนอย่างท่านแน่นอน  ขอเพียงเราตั้งใจจริง  ความคิดที่ว่า “ขอเพียงเราตั้งใจจริง” นี้แหละ คือจุดเริ่มต้นของ การพัฒนาอินทรีย์ของตนให้กล้าแข็ง  เมื่ออินทรีย์มีการบ่มเพาะเต็มที่แล้ว  ก็ไม่ต่างอะไรจากนาที่มีความสมบูรณ์ จะ ปลูกอะไรก็ย่อมได้ผลผลิตเต็มที่ ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอินทรีย์เพื่อให้มีความกล้าแข็ง
            ท่านสาธุชนทั้งหลาย ในเบื้องต้นโยคีวจรผู้สำรอกกิเลสต้องมีความอดทน อดทนในการฝึกฝนตนเองให้ดีขึ้น อดทนต้านทานจากอารมณ์ภายนอกที่มากระทบ ความอดทนนั้นเป็นบาทฐานสำคัญที่จะพัฒนาอินทรีย์ให้เข้มแข็งได้ ทั้งนี้ต้องไม่มีความรู้สึกว่า “ตนเองเป็นผู้มีบุญน้อย วาสนาน้อย” ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ พุทธองค์ตรัสว่า “ความ อดทนเป็นยอดตบะแห่งธรรมทั้งหลาย” กล่าวได้ว่าผู้ที่จะได้ดีหรือมีความสมหวังได้นั้น ต้องมีความอดทน และมีความ สงบเสงี่ยม สองอย่างนี้เรียกว่า ขันติ กับ โสรัจจะ เป็นธรรมะที่ทำให้ผู้นั้นมีความงาม เมื่อมีธรรมะสองอย่างนี้แล้ว ต่อไปต้องเพิ่มอินทรีย์ให้แก่กล้า  ที่ว่าเพิ่มให้แก่กล้านั้น  หมายถึงว่าทุกคนมีอยู่แล้วเพียงแต่กำลังยังอ่อน เราจำเป็น ต้องเพิ่มพูนให้มาก ดังนี้

            สัทธินทรีย์ คือ ความศรัทธา ในโพธิปักขิยะธรรม หมายถึง ศูนย์รวมแห่งธรรม หรือที่รวมลงแห่งธรรม แต่ก่อน ที่เราจะเข้าไปรับรู้ถึงขนาดนั้นได้ต้องมีความศรัทธา  สาธุชนท่านใดที่มีปกติเข้าวัดเรียนรู้หลักธรรมอยู่แล้ว ไม่ น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก แต่สำหรับท่านที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะเข้าวัดจำเป็นต้องฟังให้ดี ซึ่งเปรียบเสมือนเด็กเล็กๆ เกิด มาใหม่ๆ ในสมอง ยังไม่ได้รับการบรรจุข้อมูลอะไรเข้าไป ก็จะรู้สึกหิวกระหายดีใจเสียใจธรรมดา พอโตขึ้นมาหน่อย เริ่มมีความรู้สึกทะเยอทะยาน อยากได้ อยากมี อยากเป็น ผู้ปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน ต้องมีความศรัทธาเป็นพื้น คือเชื่อในสิ่งที่ เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ๑. เชื่อแน่ชัดว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง คือเกิดเป็นมนุษย์เหมือนอย่างเรานี้จริง มิใช่เป็นเพียงนิยายหรือละครที่เขาแต่งให้เราอ่านเล่นๆ ๒. เชื่อแน่ชัดว่าพุทธเจ้าตรัสรู้จริง หลักธรรมต่างๆ ที่เราได้ยิน ได้ฟังมา เป็นสิ่งที่พุทธเจ้านำมาตรัสสอนแก่พุทธบริษัทจริง ๓. เชื่อว่าพระรัตนตรัยมีอยู่จริง คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งสูงสุดของเรา สามารถช่วยให้เราเป็นคนดีได้ สามารถคุ้มครองเราจากภัยไม่ดีทั้งหลายได้ ๔. เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ สัตว์ ล้วนอาศัยกรรมเป็นแดนเกิด ทุกคนมีวิบากเป็นของตนเอง ใครทำอย่างไร ก็ย่อมได้รับอย่างนั้น นอกจากจะมีความเชื่อแบบนี้แล้ว ทุกท่านต้องมีความเชื่อเลยว่าการปฏิบัติของตน แบบนี้มีผลจริง เราไม่ได้หลงงมงาย  นักปราชญ์ทั้งหลายทั้งในอดีตและในปัจจุบันพาดำเนินมาแบบนี้  เมื่อเรามีกำลัง แห่งศรัทธาเช่นนี้  ก็ย่อมส่งผลไปถึงอินทรีย์ข้อต่อไป คือ

วิริยินทรีย์ คือ ความเพียร ในสัมมัปปะธาน หมายถึง ธรรมที่เป็นประธาน มีความรู้ มีเงินทอง มีกำลังแข็งแรง ถ้าไม่มีวิริยินทรีย์แล้วก็ไร้ประโยชน์  ก็เหมือนสังคมโลกที่ท่านทั้งหลายประสบอยู่นี่แหละ  มีที่มีนาทำกินแต่ดั้นเจ้าของ ขี้เกียจ หรือศึกษามามากวิเคราะห์ไปก่อนสถานการณ์เป็นจริงว่า เศรษฐกิจระยะนี้ไม่ดีกำลังการแข่งขันน้อย คิดก่อน แบบนี้ก็แย่ การพัฒนาวิริยินทรีย์ให้มีความเข้มแข็งนั้น คือการเพียรพยายามลด ละ เลิก ความประพฤติที่ไม่ดี ไม่ว่าจะ เป็นทางกาย ทางวาจา และทางใจ ถ้าลด ละ เลิก ได้ไม่ขาดทีเดียวก็ต้องพยายามข่ม พยายามควบคุม ไม่ให้มันเกิดขึ้น เต็มที่ ความดีที่เคยบำเพ็ญอยู่แล้ว ก็พยายามเพิ่มให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป เช่นว่าบาตรไม่เคยใส่  วัดไม่ค่อยได้เข้า พระไม่ ค่อยไหว้ แม้การเสียสละใดที่สังคมเขากระทำกัน ก็ไม่ค่อยได้ทำ แต่ถ้ามีวิริยะเป็นกำลังแล้วมันจะตรงกันข้ามทันที ศีลธรรมข้อไหนที่รักษาได้ไม่ค่อยได้เต็มที่  ก็พยายามให้ได้เต็มที่  เมื่อก่อนนั่งสมาธิได้วันละเพียงช้างกระดิกหูงูแลบลิ้น ก็เพิ่มเป็น ๑๕-๓๐ นาที หรือถ้ามีเวลาไม่ได้มีธุระอะไรก็นั่งให้ได้เป็นชั่วโมง ทำไมผลจะไม่เกิด อย่าลืมว่าศรัทธานำ หน้านะ มิใช่เอาหน้านำ  ถ้าศรัทธานำแล้วถึงจะปวดเมื่อยก็ยิ้มได้ ภูมิใจกับการปฏิบัติของตน เพียรทุกวันจะไม่ไร้สติ

            สตินทรีย์ คือ ความระลึกได้ ในสติปัฏฐาน หมายถึง หมวดธรรมที่มีสติเป็นที่ตั้ง แล้วอะไรเป็นที่ตั้งของสติ เบื้องต้นท่านทั้งหลายต้องเข้าใจก่อนว่า สติคือการระลึกได้ แต่ไม่ได้ให้ไประลึกอดีตที่ผ่านมาแล้วนะ ถ้าเราระลึกอดีตก็ เท่ากับว่าเราอยู่กับอดีต ซึ่งผิดหลักการ  พุทธองค์สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน โฟกัสเข้ามาอีกก็คือปัจจุบันที่อยู่ในตัวเรา ดังนั้น ที่ตั้งของสติก็คือ ๑. กาย เรียกว่ากายานุปัสสนา คือการตามรู้ว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้กายเราทำอะไร เป็นการจำกัด ความรู้ทั้งหมดไว้ที่การเคลื่อนไหวของกายเพียงจุดเดียว ๒. เวทนานุปัสสนา คือการตามระลึกรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทั้ง สุข ทุกข์ และเฉยๆ แม้การระลึกรู้ลมเข้าออกก็จัดเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง คือผัสสารมณ์ที่ลมกระทบผิวเกิดความรู้สึกขึ้น ๓. จิตตานุปัสสนา คือการตามรู้ความนึกคิด เพียงความนึกคิดเดียว หรือเหมือนพี่เลี้ยงคือคอยตามรู้เฉยๆ ไม่ช่วยปรุง แต่ง ไม่เสริม ไม่บังคับ สักแต่ว่ารู้ แหละ ๔. ธัมมานุปัสสนา คือการกำหนดรู้สภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความคิด แต่ เป็นความรู้สึก เช่น ชอบไม่ชอบ ดีใจ ร่าเริง ที่ผ่านเข้ามาในใจ ซึ่งมีความละเอียดในระดับหนึ่งถ้าเทียบกับข้ออื่นในขั้น ต้นนี้ แยกให้ออกระหว่างเวทนากับธรรม ถ้าเราพิจารณาดูดีๆ แล้วจะพบว่าธรรมทั้งสี่ข้อนี้มีความเชื่อมโยงกัน ส่งผลถึง กัน ที่กล่าวมาถ้าบ้างท่านบอกว่ามันละเอียดเกินไป ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องละเอียดขนาดนั้น ขอแบบทั่วๆ ไป แบบทั่วๆ ไป ก็คือต้อง ระลึกถึงคุณงามความดีของตนให้มาก  ระลึกถึงศีล ระลึกถึงทุกข์ในชีวิตที่ผ่านมา หรือในอนาคตที่จะเกิดกับ ตน  เป็นวิธีการฝึกระบบความคิดของตนให้มีขั้นตอน  ไม่คิดสะแปะสะปะ คิดเพียงเรื่องเดียวอย่างลึกซึ้ง

            สมาธินทรีย์ คือ ความตั้งมั่น ในญาณ สืบเนื่องจากสตินทรีย์ เมื่อได้จัดระบบความคิดของตนให้คิดเพียงเรื่อง เดียว เมื่อตั้งอารมณ์ให้อยู่นิ่งๆ นานๆ ก็เกิดความตั้งมั่น  ส่วนมากพวกเรายังไม่ถึงขั้นนี้ ติดอยู่แค่การฝึกสติเฉยๆ รวม ความคิดให้สั้นคิดเรื่องเดียวยังไม่ได้  บางทีพุท-โธปากก็ว่าไป  บริกรรมไม่หยุด แต่สติไม่รู้อยู่ตรงไหน สมาธิท่านเปรียบ เสมือนเสาเข็มที่ตอกลงไป ยิ่งลึกขนาดไหนยิ่งดี ความมั่นคงก็ยิ่งแน่นหนา เรามีเสาเข็มคือสติแต่หาที่จะตอกคือที่ตั้ง ไม่ได้  เหนื่อยนะสำหรับการปฏิบัติธรรม  ครูบาอาจารย์ที่ท่านผ่านเวทีมาแล้วมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การปฏิบัติ ธรรมเป็นงานที่หนักหน่วงมาก หนักกว่างานภายนอกที่ต้องใช้กำลังแรงกาย  อันหลังนี้เหนื่อยพักผ่อนก็หายได้ แต่การ ปฏิบัติธรรมเมื่อใดที่เราขึ้นเวที  เราไม่รู้เลยว่าจะหมดยกตอนไหน คู่ต่อสู้ของเราเป็นใคร เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า ดีที่มีพุทธเจ้า เหล่าพระอริยสาวกสงฆ์ท่านทำให้เป็นตัวอย่าง ดังนั้นการพัฒนาสมาธินทรีย์ของตนให้กล้าหาญนั้น ต้อง พยายามตั้งใจให้ดีเวลาจะทำหน้าที่อะไร อย่าเป็นคนจับจด ทำให้สำเร็จเป็นอย่างๆ ไป มีวิธีสังเกตดูว่าตนเป็นคนจับจด หรือเปล่า  คือให้เริ่มสังเกตจากกิจกรรมแรกที่เราเริ่มทำ พอทำๆ ไป เห็นอันนั้นอันนี้ ใจมันก็จะให้ไปทำทั้งๆ ที่ในมือ ก็ยังทำกิจกรรมแรกอยู่นะ ถ้าเป็นแบบนี้ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่  ทำอะไรให้ทำไปจนเสร็จแล้วจึงคิดทำอย่างอื่นต่อไป วิธีเหล่านี้ คือกลยุทธ์ในการพัฒนาให้ตนมีสมาธิที่แก่กล้าโดยเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง

            ปัญญินทรีย์ คือ ความเข้าใจ ในอริยะสัจ ตามความหมายที่เราเข้าใจกันก็คือ “ความรอบรู้” รู้ในกองสังขาร อันนี้ตามสภาพความเป็นจริง ภายใต้กฏเกณฑ์ของไตรลักษณ์ คือมีสภาพเกิดขึ้นแล้วไม่แน่นอนไม่นานก็ต้องแตก สลายไป  มีสภาพเกิดขึ้นแล้วไม่ตั้งอยู่นานก็ต้องแปรสภาพเป็นอย่างอื่น และสุดท้ายทุกอย่างไม่มีตัวตน สรุปให้ชัดกว่า นี้ก็คือ วัตถุทุกอย่างบนโลกใบนี้ แม้แต่โลกเองก็ตาม เป็นสักแต่ว่าธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น ที่มาประชุมพร้อมกัน ก่อเกิดเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมา  ความรู้รอบแบบนี้เป็นปัญญาขั้นละเอียดแล้ว ซึ่งมิใช่การมองโดยผ่านตัวอักษร แต่เป็น การเห็นจากปัญญาคือการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว ในระดับปุถุชนคนสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องฝึกปัญญาขั้นต้นให้ ได้เสียก่อน ปัญญินทรีย์ในที่นี้ ท่านหมายเอาความเป็นใหญ่ของปัญญาในอริยสัจสี่ ที่มีความเข้าใจหลักความเป็นจริงว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีสภาพทนได้ยาก เมื่อทนได้ยากแล้วมีสาเหตุมาจากไหน จะดับด้วยวิธีใดอย่างไร สุดท้ายก็ดำเนิน การปฏิบัติ กระบวนการคิดแบบนี้ที่ต้องพยายามฝึกฝนให้บ่อยๆ อย่ามองข้ามว่าไม่มีสาระสำคัญ  เรื่องทุกเรื่องจะมี รายละเอียดอยู่ในตัวของมัน  ฝึกคิดจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไตร่ตรองให้รอบคอบ จากเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไร ก็กลับมาคิด แต่ต้องคิดในเชิงธรรมะนะ ไม่ใช่คิดฟุ้งซ่าน แบบนี้เรียกว่า จินตามยปัญญา คือความรู้เกิดจากการได้คิด วิเคราะห์ บางท่านชอบฟังคนอื่นพูด มีการบรรยายธรรมะ หรือวิชาการที่ไหนก็ตามไปดูไปฟัง หรือตามสื่อต่างๆ ที่มี การนำเสนอข่าวสารอะไรก็ติดตามตลอด จากเป็นคนอยู่ในที่สังคมแคบๆ ก็ได้เปิดโลกทัศน์กว้างขึ้น ได้เรียนรู้จากการ ฟัง เพราะอย่าลืมว่าการฟังดีกว่าการไปเรียนรู้เอาเองนะ  คือมีคนมาป้อนให้เบ็ดเสร็จ ถ้าแบบนี้ท่านเรียกว่า สุตมย ปัญญา คือมีความรู้จากการได้ยินได้ฟังมาและทำให้จำได้นานด้วย เช่นบางท่านตอนเป็นเด็กชอบฟังนิทานของคุณยาย เล่าให้ฟัง  จวบจนอายุปูนนี้แล้วก็ยังจำเนื้อหานิทานที่คุณยายเล่าให้ฟังเมื่อ ๕๐- ๖๐ ปี ได้ไม่ลืม มนุษย์มีวิธีการเรียนรู้ ที่แตกต่างกันอยู่แล้ว จะให้เรียนเหมือนๆ กัน ได้วิชาเท่าๆ กัน คงเป็นไปไม่ได้ ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะบางท่านไม่ชอบการ อ่าน  ไม่ชอบการฟังที่เป็นทางการ  แต่ชอบใช้กำลัง คือมีเวทีให้ศึกษาก็ลงมือเลยคนกลุ่มนี้ถ้าได้รู้แล้วรู้เลยแถมยังได้ ผลงานอีกด้วย  ใครว่าทฤษฎีนั่นดีหลักการนี้ใช้ได้  คนกลุ่มนี้ไม่สนใจ ถึงเวลาลงมือปฏิบัติเลย เรียกว่าเรียนรู้จากการ ปฏิบัติ ภาษาฝรั่งว่า Learning by doing. ภาษาพระเรียกว่า ภาวนามยปัญญา คือได้ความรู้จากการลงมือกระทำ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่สูตรสำเร็จเลยทีเดียว แต่พอเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายได้นำไปปรับประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันได้  แต่ขอให้จำประโยคนี้ไว้ว่า “มีความรู้มากมายแค่ไหน ถ้าไร้ซึ่งการลงมือปฏิบัติก็ไม่เกิดผล”
            หลังจากที่ได้ทราบความหมายคำว่า “อินทรีย์” แล้วว่าหมายถึงอะไร ลำดับต่อไปจะได้นำเอาเหตุการณ์ใน อดีตมาสาธกยกมากล่าวเพิ่มเสริมความชัดเจนแห่งธรรมะบรรยายนี้ ในอดีตเมื่อพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมใหม่ๆ หลังจาก ได้เสวยวิมุตติสุขอันเป็นอำนาจแห่งธรรม ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิบัลลังก์แล้ว ได้ทรงพิจารณาดูว่าใครหนอเป็นผู้ มีอินทรีย์แก่กล้าพอที่จะพัฒนาเป็นผู้รู้ตามเราตถาคตได้ ก็ทรงระลึกถึงอาจารย์ผู้มีพระคุณที่เคยพักร่ำเรียนด้วย คือ อาฬารดาบสกับอุทกดาบส แต่แล้วอนิจจาความไม่เที่ยงแท้แน่นอนก็ได้ทำลายท่านทั้งสองไปแล้ว  พระองค์ก็ทรงระลึก ถึงพระปัญจวัคคีย์ ซึ่งเคยดูแลอุปัฏฐากรับใช้ และเคยปฏิบัติร่วมกันมา คงเป็นผู้สามารถพัฒนาตนได้แน่นอน พระองค์ ทรงอาศัยความเมตตาที่ทั้งห้าท่านนั้นมีบุญคุณ จึงกำหนดว่าขณะนี้ทั้งห้าอยู่ที่ไหน  ด้วยความที่ทั้งห้ามีอินทรีย์ที่ได้เคย ฝึกฝนมาก่อนแล้ว เพียงได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งซึ่งพวกตนไม่เคยได้ฟังที่ไหนมาก่อนในลักษณะเช่นนี้ ก็ส่งผลให้โกณฑัญญะ ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ในกลุ่มให้ดวงตาเห็นธรรมก่อนใครเพื่อน ยังความปราบปลื้มแก่ตถาคตเป็นอย่างมาก ถึงขนาดอุทาน ออกมาว่า “อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ” สองครั้ง  ซึ่งแปลว่าโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ จากเหตุการณ์ในอดีตนี้ได้ชี้ ให้เห็นว่า ผู้ใดที่มีความพร้อมแล้วก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาให้ก้าวสู่ขั้นที่สูงขึ้น จากปุถุชนก็เข้าสู่ความเป็น อริยชน และเมื่อได้รับการพัฒนาแล้วสามารถแนะนำผู้อื่นให้ปฏิบัติและรู้ตามได้ต่อไป ดังความปรากฎในพระสุตตันตะ ปิฎก เล่ม 4 มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค จูฬโคบาลสูตรตอนหนึ่งว่า นายโคบาลชาวแคว้นมคธ ต้องการจะพาฝูงโคอันประกอบไปด้วย เหล่าโคที่เป็นพ่อฝูง เหล่าโคที่มีกำลัง เหล่าโคหนุ่มสาว และลูกโคที่ยังมี กำลังน้อยข้ามแม่น้ำคงคาในฤดูสารทสมัย นายโคบาลผู้ฉลาดมีปัญญาย่อมพิจารณาฝั่งข้างนี้ว่า บริเวณใดควรข้าม ไปยังฝั่งโน้นอันเป็นฝั่งเหนือแห่งหมู่ชนชาววิเทหรัฐ ย่อมให้เหล่าโคพ่อฝูงว่ายตัดข้ามแม่น้ำคงคาไปก่อน เหล่าโคพ่อฝูง นั้นย่อมส่งเสียงนำทางไปพร้อม ตนก็มีกำลังข้ามไปได้โดยสวัสดี จากนั้นเหล่าโคที่มีกำลังข้ามติดตามไป ฟังเสียง โคพ่อฝูงแล้วตามถึงฝั่งโน้นได้โดยสวัสดี เหล่าโคหนุ่มโคสาวย่อมข้ามตามโคที่มีกำลัง ด้วยการฟังเสียงโคที่มีกำลังนั้น นำทางไป ก็ข้ามถึงฝั่งโดยสวัสดี จากนั้นลูกโคที่มีกำลังน้อยจึงค่อยว่ายตัดกระแสน้ำข้ามฝั่งไป คอยฟังเสียงของโคพ่อฝูง โคที่มีกำลังและโคหนุ่มโคสาวทั้งหลายไปที่สุดโคทุกตัวก็ข้ามถึงฝั่งตรงข้ามได้ทุกตัว ส่วนนายโคบาลผู้ปราศจากปัญญา ไม่พิจารณาแล้วพาโคที่มีกำลังน้อยข้ามไปก่อน ก็ไม่สามารถข้ามถึงฝั่งได้ เหล่าโคพากันจมน้ำตายหมดฉันใดก็ฉันนั้น ศาสดา ผู้ฉลาดประสงค์จะนำพาสรรพสัตว์ไปสู่พระนิพพาน เป็นผู้ฉลาดในโลกนี้โลกหน้า ฉลาดในทางดำเนินของมาร ฉลาดในโลกุตรธรรมอันมิใช่วิสัยของมาร ฉลาดในธรรมคือ การเกิด แก่ เจ็บตาย ของสรรพสัตว์ ชนเหล่าใด ที่นับถือในถ้อยคำของศาสดาผู้เป็นสมณะหรือพราหมณ์นั้นว่า เป็นถ้อยคำอันตนควรฟัง ควรเชื่อ ความนับถือ ของชนเหล่านั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ตลอดกาลนานฉันใด  ภิกษุผู้มีอินทรีย์แก่กล้า คือมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อันอบรมมาดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบในอินทรีย์อันแก่กล้าและที่อ่อนด้อย ของสัตว์ทั้งหลายอย่างชัดแจ้ง ย่อมทรงสั่งสอนชนเหล่านั้นให้ได้อะระหัตตะผลก่อน ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์เหล่านั้น ย่อมแนะนำภิกษุอื่นให้รู้ตามได้ จากนั้นพระบรมศาสดาย่อมทรงสั่งสอนผู้มีอินทรีย์แก่กล้า พอที่จะบรรลุอนาคามิผล สกทาคามิผล  โสดาปัตติผล ตามลำดับฉันนั้น

            ดังนั้น สรุปความว่า อินทรีย์ หมายถึง ความเป็นใหญ่ที่สามารถพัฒนาจิตให้มีประสิทธิภาพในงานที่ปฏิบัติอยู่ มี ๕ อย่าง คือ ๑. สัทธินทรีย์  ๒. วิริยินทรีย์  ๓. สตินทรีย์  ๔. สมาธินทรีย์ ๕. ปัญญินทรีย์ โดยมุ่งประโยชน์สูงสุด คือการก้าวสู่ความเป็นอริยชน เฉกเช่นเดียวกับดอกโกมุทอันบานสะพรั่งยามพระอาทิตย์ทอแสง ต่างก็เป็นที่หมายปอง ของหมู่แมลงผึ้งที่ต้องการกลิ่นเกษร และผู้คนนำไปบูชาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตน  แต่ทุกคนหารู้ไม่ว่าดอกโกมุทอัน งดงามนี้เกิดจากโคลนตมอันต่ำสุด ฉะนั้น แล้วสาธุชนทั้งหลายเมื่อเรามีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์อันสุดแสนยากนี้แล้ว จงภูมิใจเถิดว่า เราก็คนหนึ่งที่สามารถพัฒนาตนให้มีจิตใจที่สูงได้ ดังคำประพันธ์ว่า :-

                        เกิดเป็นคน ควรหวัง อย่ายั้งหยุด          ไม่สิ้นสุด ความหวัง ดั่งตั้งหมาย
                  หวังไว้เถิด หวังยั่งยืน ไม่คลืนคลาย        ปราชญ์ทั้งหลาย สมหวัง เพราะตั้งใจ.

         ในท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรมนี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนะตรัยและคุณงามความดีทั้งหลาย ที่สาธุชน ทั้งหลายบำเพ็ญไว้ดีแล้วในท่ามกลางสงฆ์นี้ จงมารวมกันเป็นมหันตะเดชานุภาพ สนับสนุนส่งเสริม ให้ศรัทธาญาติโยม ทั้งหลาย จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ  ธรรมะสารสมบัติ คิดปรารถนาสิ่งใดที่ชอบ ประกอบไปด้วยธรรม ขอให้ความปรารถนาท่านเหล่านั้น จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ ทุกประการเทอญ.

ขอเจริญพร.




[1] พระมหาเฉลิมเกียรติ  จิรวฑฺฒโน บรรยายเมื่อ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ วัดป่าโยธาประสิทธิ์ จ.สุรินทร์

บทบาทและหน้าที่ของชาวพุทธในยุคโลกาภิวัฒน์


นโม ตสฺส  ภควโต  อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
.

ยงฺกิญฺจิ  สมุทยธมฺมํ  สพฺพนฺตํ  นิโรธธมฺมตีติ.
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา.

บัด นี้ อาตมภาพจักได้อรรถาธิบายขยายความแห่งพระธรรมเทศนา เนื่องในวันอาสาฬหบูชาปุณณมีและวันเขาพรรษา เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาอุบาสกอุบาสิกาผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย และเพื่อเป็นพุทธบูชา  ธรรมบูชา  สังฆบูชา ตามสมควรแก่เวลาสืบไป
ในอดีตครั้งพุทธกาล วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 3 อย่างด้วยกัน คือ หตุการณ์ที่ 1 พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก เรียกว่า “ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร” หมายถึง พระสูตรที่ยังล้อแห่งธรรมะให้หมุนไป ถ้าพิจารณาจากระบบความเชื่อของคนในสังคมอินเดียสมัยก่อนจะเห็นว่า คนในยุคนั้นมีความเชื่ออยู่ 2 ลักษณะ คือ 1) เชื่อว่าคนเราตายแล้วต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก 2) เชื่อว่าคนเราเมื่อเกิดมาแล้วต้องตาย และไม่ต้องกลับมาเกิดอีก นอกจากนั้นยังมีความเชื่อเรื่องวรรณะ ซึ่งได้นำไปสู่การแบ่งชั้นของคนในสังคมออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กษัตริย์  พราหมณ์  แพทย์  ศูทร  แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือความสุข ต่างคนต่างก็มีวิธีแสวงหาความสุขที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็มองว่าการบำรุงบำเรอตนเองทาง รูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส  ความนึกคิด เป็นการดำเนินถูกต้องตามวิถีแห่งความสุข บ้างก็มองว่าการทรมานตนเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น การอดอาหาร ตากแดด กลั่นลมหายใจ และการทรมานตนเพื่อให้ได้รับความเจ็บปวด คือการสร้างความสุข กล่าวคือนิพพานที่แท้จริง ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่สวนทาง คือตรงกันข้ามกับหลักคำสอนของพุทธศาสนาทั้งสิ้น พุทธศาสนาสอนให้เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม คือการกระทำของตนเองจะเป็นเครื่องกำหนดขอบข่ายให้กับตนในอนาคต ความสุขที่แท้จริงคือการดำเนินตามทางสายกลาย “มัชฌิมาปฏิปทา” ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ
เหตุการณ์ที่ 2 ความจริงอันประเสริฐแท้ 4 ข้อ คือ ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค ถูกเปิดเผยขึ้นในโลกนี้  ไม่มีศาสดาของศาสนาอื่นในยุคน้ันนำมาเปิดเผยได้  ผู้ที่จะนำมาเปิดเผยได้ต้องเป็นผู้ที่รู้จริง  รู้แจ้ง แล้วเท่านั้น เรียกว่า อริยสัจ 4 เป็นการมองทุกอย่างอย่างเป็นระบบ ฝรั่งเรียกทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีระบบ คือ Input Process outcome Feedback เป็นวงจรการทำงานที่มีความสืบต่อกัน  เหมือนเราปลูกต้นไม้สักต้น เมื่อลงมือปลูกแล้วก็ต้องหมั่นใส่ปุ๋ย รดนำ้ พรวนดิน ต้นไม้ก็เจริญเติบโต แต่ถ้าปลูกแล้วไม่หมั่นดูแล  ต้นไม้ก็หยุดการเจริญเติบโตฉันใด  การดับภพชาติของมนุษย์เราก็เช่นกัน ถ้าไม่อยากจะมาเกิดอีก ก็ต้องพยายามละกิเลสทั้งหลาย เป็นต้น
               เหตุการณ์ที่ 3 โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมในระดับต้น และทูลขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์รูปแรก ส่งผลให้รัตนะครบท้ัง 3 คือ พุทธะรัตนะ ธรรมะรัตนะ สังฆะรัตนะ พระปัญจะวัคคีย์คือพระพวกห้าประกอบด้วย โกณฑัญญะ  วัปปะ  ภัททิยะ  มหานามะ  อัชชิ ตั้งใจออกบวชเพราะหวังว่าจะได้ปรนนิบัติรับใช้สิทถัตถะกุมาร แต่ต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะเห็นสิทธัตถะเลิกความเพียร โดยหันมาทานอาหารเหมือนแต่ก่อน จึงพากันหนีไปอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อได้ฟังธรรมซึ่งพวกตนไม่เคยได้ฟังธรรมลักษณะเช่นนี้มาก่อนเลยก็เกิดความ แปลกใจว่า สิทธัตถะกุมารได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วกระมัง และขณะที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบลงปรากฏว่าโกณฑัญญะดาบส ได้ดวงตาเห็นธรรม เกิดความรู้ขึ้นภายในใจว่า “ยงฺกิญฺจิ  สมุทยธมฺมํ  สพฺพนฺตํ  นิโรธธมฺมํ” พุทธองค์จึงอุทานออกมาว่า “อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ จึงเป็นที่มาของคำว่า อัญญาโกณฑัญญะ
             จาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาลดังที่ได้กล่าวมา จึงมีความสำคัญ  และพวกเราทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียกับพุทธศาสนามากที่สุด ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท 4 ดังนั้นวันนี้อาตมภาพจะนำพาทุกท่านได้ทบทวนบทบาทของตน เพื่อเป็นการตอกยำ้ว่า บริษัท 4 ซึ่งมีพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งทางใจอันอุดมนั้นได้ทำหน้าที่ของตนเองประมาณไหนแล้ว ส่วนหนึ่งอาตมภาพมองว่าวันนี้เป็นวันเกิดขึ้นของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง บางท่านอาจมองว่าวันวิสาขบูชา แต่สำหรับมุมมองของอาตมภาพแล้ว มองว่าวันนี้ต่างหาก เพราะพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ว ถ้ายังไม่ได้แสดงธรรมให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รู้ตามได้ ก็ไม่ชื่อว่าเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นได้แค่พระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น 
เปรียบมหาโจรกับพระภิกษุ
โจร หรือที่สื่อเรียกว่าผู้ก่อการร้าย ดั่งในสามจังหวัดชายแดนภายใต้ อดีตนายก พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เรียกว่าโจรกระจอก สร้างความสูญเสียมากมายทั้งชีวิตผู้คน ทรัพย์สิน อิสระภาพ ของคนในท้องถิ่นนั้นๆ นี้คือธรรมชาติของโจร ในพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน พุทธองค์ได้เปรียบพระภิกษุบางรูปเหมือนมหาโจร ที่คอยปล้นศาสนา ซึ่งในพระวินัยปิฎก เล่มท่่ี 1 มหาวิภังค์ ภาค 1 บรรทัดที่ ๘๖๐๕ - ๘๖๓๕.  หน้าที่  ๓๓๒ - ๓๓๓ กล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจร ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก มหาโจร ๕ จำพวกเป็นไฉน
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาโจรบางคนในโลกนี้ ย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอเราจักเป็นผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว ท่องเที่ยวไปในคามนิคมและราชธานี เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่นเผาผลาญ สมัยต่อมา เขาเป็นผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่ง แวดล้อมแล้วเที่ยวไปในคามนิคมและราชธานี เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่นเผาผลาญฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแลย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้วเที่ยวจาริกไปในคามนิคมและราชธานี อันคฤหัสถ์และบรรพชิต สักการะ เคารพ นับถือ บูชายำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร สมัยต่อมา เธอเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เที่ยวจาริกไปในคามนิคมและราชธานี อันคฤหัสถ์และบรรพชิตสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงแล้ว ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก
๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียนธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว ย่อมยกตนขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก
๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมตามกำจัดเพื่อนพรหมจารี ผู้หมดจด ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์อยู่ด้วยธรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์อัน หามูลมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก
๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมสงเคราะห์เกลี้ยกล่อมคฤหัสถ์ทั้งหลาย ด้วยครุภัณฑ์ ครุบริขาร ของสงฆ์ คือ อาราม พื้นที่อารามวิหาร พื้นที่วิหาร เตียง ตั่ง ฟูก หมอน หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะมีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้ามุงกระต่าย หญ้าปล้อง หญ้าสามัญ ดินเหนียวเครื่องไม้ เครื่องดิน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก
๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่ อันไม่เป็นจริงนี้จัดเป็นยอดมหาโจร ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้น ฉันก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ด้วยอาการแห่งคนขโมย
การเป็นอุบาสก-อุบาสิกาที่ดี
ในสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย  มูลปัณณาสถ์ เล่ม1 ภาค1 หน้าที่ 336 การจะเป็นอุบาสกแก้ว  อุบาสกปทุม  อุบาสกบุณฑริก ได้นั้นต้องมี ศรัทธา  ศีล  ไม่ถือมงคลตื่นข่าว  ไม่ทำบุญนอกเขตพุทธศาสนา  ให้การสนับสนุนภิกษุสงฆ์ 
         ชื่อว่ามีสมบัติ เพราะถึงพร้อมด้วยศีล ถือพร้อมด้วยอาชีวะ
ชื่อว่าอาชีพ  เพราะดำเนินชีวิตตามหลักสุจริตธรรม
ชื่อว่าวิบัติ เพราะประกอบด้วยธรรม 7 ประการ
ดัง ปรากฎในสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตต,อัฏฐ,นวกะนิบาต เล่ม 4 หน้า 80 หานิสูตร ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้  ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่อุบาสก ๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกขาดการ เยี่ยมเยียนภิกษุ  ๑ ละเลยการฟังธรรม  ๑  ไม่ศึกษาในอธิศีล  ๑ ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ทั้งเป็นผู้ใหม่ทั้งปานกลาง ๑ ตั้งจิตติเตียนคอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑ แสวงหาเขต บุญภายนอกศาสนานี้  ๑  ทำสักการะก่อนในเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่อุบาสก ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้  ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่อุบาสก ๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกไม่ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ไม่ละเลยการฟังธรรม ๑ ศึกษาในอธิศีล ๑ มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระทั้งเป็นผู้ใหม่ ทั้งปานกลาง ๑ ไม่ตั้งจิตติเตียน  ไม่คอยเพ่งโทษฟังธรรม  ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอก  ๑ กระทำสักการะก่อนในเขตบุญในศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรม ๗ ประการนี้แล  ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่อุบาสก

หน้าที่ของอุบาสก
หน้าที่ต่อตนเอง  
1. เลี้ยงชีพในทางสุจริต เว้นการค้า 5 อย่าง คือ ขายอาวุธ  ขายมนุษย์  ขายเนื้อสัตว์  ขายน้ำเมา  และขายยาพิษ
2. เจริญกุศล ย่นระยะทางมรรคผล (ทาน  ศีล  ภาวนา)
3. ศึกษาสัมมาปฏิบัติ
หน้าที่ต่อพระพุทธศาสนา 
           1. ศึกษาหลักธรรมคำสอนให้เข้าใจ
2. ศึกษาหลักการปฏิบัติต่อพระสงฆ์องค์สามเณรให้ถูก
3. ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาจะมีความเจริญรุ่งเรือง  และมีความเข้มแข็งท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบันนี้ได้ พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าต้องช่วยกัน หน้าที่การดูแลทำนุบำรุงพระศาสนามิใช่เป็นหน้าที่ของภิกษุสงฆ์เพียงฝ่ายเดียว  หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกคน  ในอดีตที่ผ่านมา พุทธศาสนาประสบกับมรสุมมากมาย ทั้งสมาชิกในพุทธบริษัทกระทำเอง ทั้งจากภายนอก คำว่า บาป-บุญ กำลังจะจากหายไปในสังคมชาวพุทธ เศษละอองฝนทุกคนกลัวกันนักหนา ว่าถ้าโดนแล้วจะเกิดหวัด เป็นไข้ไม่สบาย แต่เศษแห่งกรรมที่มาจากการกระทำของตน พวกเราชาวพุทธไม่เคยกลัวเลย พากันมองข้ามคิดว่า ไม่เป็นไรหรอกเพียงเล็กน้อย 
เพื่อเป็นการร่วมฉลองพุทธชยันตี ปีแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2600 ปี และตอกย้ำให้มีสำนึกรักพุทธศาสนาให้มาก ขอให้ทุกท่านได้ตระหนักในหน้าที่ของตนให้มาก ใครมีหน้าที่อะไรก็จงทำหน้าที่ของตนให้ดี ปัจจุบันพุทธศาสนาก้าวเข้าสู่ยุคกึ่งกลางพุทธกาลแล้ว จากที่ก้าวขึ้นสู่ที่เจริญรุ่งเรืองมากก็จะเริ่มเสื่อมลง ศาสนาไม่ได้เสื่อมแต่จิตใจของคนในศาสนาเริ่มเสื่อมลงๆ มึนชา ฉะนั้นใครปรารถนาความเจริญแก่ตนก็จงประกอบหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ แล้วจะประสบกับความสมหวังในโลกนี้และโลกหน้ากันทุกคนมีนัยดังได้อรรถาธิบาย แล้วนั้น
เทศนาปริโยสาเน ในท้ายที่สุดแห่งการแสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นธรรมปฏิสันถารแด่ญาติธรรมทั้งหลายก็พอสมควรแก่เวลา ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณไท้อธิราชเทวาคุณบิดาครูบาอาจารย์ จงมารวมกันเป็นมหันตเดชานุภาพ สนับสนุนส่งเสริม ให้ญาติธรรมทุกท่านเจริญยิ่งด้วย อายุ  วรรณ สุขะ พละ ปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยกุศล ขอให้สิ่งนั้นจงพลันสำเร็จ  พลันสำเร็จ  พลันสำเร็จ ทุกประการ 
แสดง พระธรรมเทศนา เรื่องสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรม พอสมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้

เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

พระมหาเฉลิมเกียรติ  แก้วหอม. เทศน์วัดเข้าพรรษา ปี พ.ศ. 2555 ณ วัดป่าโยธาประสิทธิ์ จ.สุรินทร์

การทำบุญที่ถูกวิธี : ประเพณีเบ็ญทมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมร

                                   นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะฯ

                                    อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ      กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ
                                 ปุญฺญํ เม กตนฺติ              ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต
                                                                                       (ขุ.ธ.25/17)

ธัม มัสสะวะโนมัยต่อไปนี้ จักได้อรรถาธิบายขยายเนื้อความแห่งพระสัทธรรม อันสมเด็จพระชิโนรสสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ในปุญญกถาว่าด้วยการทำบุญที่ถูกวิธี เพื่อเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดศรัทธาปสาทะ และเพิ่มพูนสติปัญญาบารมีให้มากขึ้น ในโอกาสที่สาธุชนคนใจงามทั้งหลาย ได้มาทำบุญอุทิศให้กับเปตชน ที่ล่วงลับดับกายสังขารไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ซึ่งเป็นปิยชนคือคนอันเป็นที่รัก เช่น พ่อ แม่ภริยา บุตร ธิดา และญาติมิตรทั้งหลาย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินตนตามหลักธรรมขององค์สมเด็จพระบรมศรีสุคต ที่ปรากฏในติโรกุฑฑสูตรว่า โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต. คือได้บำเพ็ญญาติธรรม อันได้แก่ทักษิณาทานที่ญาติผู้ยังมีชีวิตอยู่จะพึงอุทิศไปให้ในภายหน้า เปตานปูชา จ กตา อุฬารา. ได้บูชาบุพการีชนด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชาเป็นอันดี พลญฺจ ภิกฺขูนมนุปฺปทินฺนํ. ได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์องค์สามเณรให้มีกำลังในการปฏิบัติศาสนกิจ ด้วยการถวายจตุปัจจยวรามิส อันสมควรแก่สมณบริโภค ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ. และ ได้บำเพ็ญบุญกิริยา ทั้งทานมัย ศีลมัย ภาวนามัย ครบทั้งสามประการ ทั้งหมดนี้เป็นการบำเพ็ญครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยดีแล้ว ณ มณฑลพิธีแห่งนี้ ตามสมควรแก่เวลาสืบไป
ท่าน สาธุชนทั้งหลาย วันนี้เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์เขมร โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมรที่อาศัยอยู่ในสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นๆ นอกจากสามจังหวัดนี้ คือประเพณีวันสารทซึ่งมีกันทุกภาคทุกเชื้อชาติทุกภาษาแล้วแต่จะเรียกว่าเป็น ประเพณีอะไร แต่สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมรเราเรียกว่า งัยเบ็ญทม เป็นวันที่มีความสุขความสำราญที่สุด มองในแง่เศรษฐกิจก็ดี คือฤดูนี้เป็นฤดูแห่งการลงทำนาและใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวปลาอาหารมีความอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” เป็นวลีที่ได้ยินประจำเมื่อสมัยก่อน ผลิตผลทางการเกษตรได้ผลผลิตมาก มองในแง่สังคมก็ดี คือผู้คนมีความอยู่เย็นเป็นสุข มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเวลามีกิจกรรมอะไรก็ระดมพลไปช่วยกัน เรียกว่าลงแขก เป็นสังคมแบบพี่กับน้อง เพื่อนหน้าซอยท้ายซอยรู้จักกันหมด มองในแง่การเมืองก็ดี คือ หญิงชายในสังคมมีบทบาทสำคัญ ต่างคนต่างก็ทำหน้าทีี่ของตนไป ไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น เป็นแบบพ่อปกครองลูก สร้างความสามัคคีให้มั่นคงได้เป็นอย่างมาก มองในแง่วัฒนธรรมก็ดี คือ ที่เรามีหลักฐานงานบุญประเพณีให้สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะความโด่ ดเด่นในด้านนี้ เบ็ญทมได้หลอมรวมความเป็นเขมรเข้าด้วยกัน สอนให้คนรู้จักความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่  แม้ท่านเหล่านั้นจะล่วงลับดับกายสังขารไปแล้ว ก็ยังสอนให้รู้จักการทำบุญอุทิศไปให้ สอนให้รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือการสงเคราะห์ญาติมิตรของตน (จูนกัญจือ) และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ถือว่าวันนี้เป็นวันครอบครัว ลูก หลานที่ไปทำงานต่างจังหวัด จากบ้านไปหลายปีก็จะได้กลับในช่วงนี้ ซึ่งไม่เหมือนการกลับในช่วงเทศกาลปีใหม่นะ ถ้ากลับช่วงปีใหม่คนเราจะคิดว่าจะกลับไปกินเหล้า  แต่ถ้ากลับในช่วงวันสารทคนจะคิดว่าไปทำบุญหรือไม่ก็ไปหาพ่อแม่ ได้เห็นญาติผู้ใหญ่ บางครอบครัวจากกันนานมากแต่พอถึงวันนี้ทุกคนได้มารวมกัน ซึ่งได้ก่อให้เกิดความสุขความอบอุ่นขึ้นเป็นอันมาก

ความหมาย
บุญ คือ ผลที่เกิดจากการทำทางกาย วาจา ใจ มีลักษณะเย็น เบิกบาน ชุ่มชื่น น่ายินดี บุญที่บำเพ็ญนั้นมีหลายระดับ คือระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูงสุด ซึ่งต้องประกอบด้วยเจตนา ถ้าสักแต่ว่าทำ ก็ไม่สามารถทำให้บุญสำเร็จได้
กิริยาของการทำบุญนั้น มี 10 อย่าง คือ
1. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
2. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
3.ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
4. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่
5. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ
6. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
7. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
8. ธัมมัสสวนามัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
9. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
10. ทิฏฐุชุกัมม์ บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ตรง
กล่าวโดยย่อ มี 3 อย่าง คือ
1. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน
2. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของการทำบุญในวันนี้ อาตมภาพได้นำบุญกิริยาวัตถุข้อที่ 6 คือ ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วมาอรรถาธิบาย ให้ท่านสาธุชนทั้งหลายได้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยมุ่งประโยชน์สูงสุดคือความสุขในชีวิตประจำวันของตน ประเพณีที่ปราชญ์โบราณพาดำเนินมาถือว่าดีอยู่แล้วอาตมภาพไม่โต้แย้ง แต่ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัทก็ควรที่จะหันมาสนใจประเพณีชาวพุทธบ้างว่ามี ระเบียบปฏิบัติอย่างไร ทุกวันนี้เราต่างคนต่างทำแม้แต่การนำกล่าวถวายสังฆทานตามวัดต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ คำภาษาบาลีนิดเดียว ดูความหมายแล้วไม่มาก แต่พอคำที่เป็นภาษาไทยยาวเกือบหนึ่งหน้ากระดาษ ซึ่งทุกที่ก็มุ่งประโยชน์สูงสุดคือความสุขนั่นเอง 
การ ทำบุญอุทิศนั้น เป็นกิริยาที่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ คือปิยชนทั้งหลายอันมีภริยา ลูก เป็นต้น ทำบุญอุทิศไปให้ญาติของตนที่ตายไปแล้ว ด้วยหวังว่าท่านเหล่านั้นจะได้รับส่วนบุญที่เราอุทิศไปให้ เป็นการแสดงถึงความรักความเมตตาที่มีต่อกัน เพราะการจากไปของบุคคลเหล่านั้นเราไม่ทราบว่าท่านไปอย่างไร มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เราก็ไม่อาจจะทราบได้ และที่สำคัญขณะที่ท่านเหล่านั้นมีชีวิตอยู่เราก็ไม่รู้ได้ว่าท่านทำบุญมาก น้อยแค่ไหน ดังนั้น การทำบุญอุทิศให้จึงเป็นหน้าทีี่ของผู้อยู่เบื้องหลังที่จะทำไปให้ ดังพุทธภาษิตในขุทธกนิกาย ธัมมปทกถาว่า ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ แปลความว่า บุญนำความสุขมาให้ ในเวลาสิ้นชีวิตไปแล้ว กล่าว ได้ว่า ผู้ที่ละกายสังขารนี้ไปแล้วอยู่ได้เพราะบุญ-บาป เท่านั้น ก่อนที่จะได้อธิบายหลักการทำบุญอุทิศต่อนั้น ขอกล่าวถึงการทำบุญทั่วๆ ไปที่ปรากฏในบุญพิธีต่างๆ เสียก่อน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง 
ตารางเปรียบเทียบ : ลักษณะการทำบุญอุทิศที่ปรากฏในงานบุญทั่วๆ ไป

ความประสงค์
ลักษณะการทำบุญอุทิศ
งานศพ
งานสารท
พุทธศาสนา
อาหารประณีต/กำลัง
ใส่ถาดวางไว้ข้างโลง
ใส่กระเฌอเหล้าเซ่นบอก
ถวายอาหารแด่หมู่สงฆ์
เสื้อผ้าอาภรณ์/ประดับ
เผ่าเสื้อผ้าไปให้
หาเสื้อผ้าถวายพระสงฆ์
ถวายผ้าไตรแด่หมู่สงฆ์
ยานพาหนะ/สะดวก
รูปรถเล็กๆ เผ่าไปให้
-
ถวายรองเท้า/ค่ารถแด่หมู่สงฆ์
ที่อยู่อาศัย/ร่มเย็น
ทำรูปบ้านเล็กๆ เผ่าไปให้
-
สร้างกุฏีถวายสงฆ์

รูปภาพ: เครื่องเซ่นที่จัดใส่ถาดเรียกวิญณานต่างๆ มากิน

จาก ตารางเราจะพบว่าลักษณะการทำบุญอุทิศให้นั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งในรูปของวัตถุ ตัวผู้รับ ส่วนพุทธศาสนานั้นมีบุญเขตที่เป็นตัวแทน คือพระสงฆ์ การที่ลูกหลานทำบุญอุทิศไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น เป็นกิริยา และน้ำใจที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทิตา ด้วยการระลึกถึงพระคุณของท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว ว่าเมื่อก่อนท่านเป็นผู้มีบุญคุณมากล้น การแสดงออกถึงความกตัญญูนี้เองพระพุทธองค์ถือว่าเป็นคุณธรรมแห่งความเป็นคน ดี ดังพระบาลีว่า นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา เหตุผลที่ต้อง มีการทำบุญอุทิศให้นั้น เพราะในโลกแห่งวิญญาณนั้นไม่มีแม้กระทั่งกสิกรรม โครัคคกรรม หรือแม้การค้าขาย ดังปรากฏในติโรกุฑฑสูตร เมืองมนุษย์เราไม่มีนาทำยังสามารถไปซื้อข้าวสารมาหุงได้ มีการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น โค กระบือ หมู ไก่ สุนัข แมวได้ แต่โลกแห่งวิญญาณไม่มี การค้าขายก็ไม่มี ซึ่งต่างจากโลกมนุษย์สิ้นเชิงที่มี 7-eleven,  BigC, Macro-lotus หิวตอนไหนก็เข้าไปได้ตอนนั้น ผู้ที่มีปัญญาผ่านการอบรมมาแล้วย่อมเป็นผู้ไม่ ประมาทขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่ต้องรีบเร่งเพียรสร้างคุณงามความดีให้มาก ดังพระบาลีที่ได้ยกขึ้นเป็นอุเทศเบื้องต้นว่า อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ, กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ, ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ, ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต ความว่า ผู้ทำบุญแล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้ ตายแล้วย่อมยินดี ชื่อว่ายินดีในโลกทั้งสอง เขาย่อมยินดีว่า เราทำบุญไว้แล้ว ไปสู่สุคติย่อมยินดียิ่งขึ้น  จากบาลีดังกล่าวชี้ให้เห็นชัดว่า ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่คิดว่า ขณะที่เรามีชีวิตอยู่เราจะไม่ทำบุญ เรามีลูกมีหลาน เราจะรอให้พวกเขาเหล่านี้ทำบุญอุทิศไปให้ในปรโลก เป็นความคิดของคนที่ไม่เคยอบรมตนเองตามหลักธรรม
ลักษณะการทำบุญอุทิศให้
ก่อน อื่นเรามาทำความรู้จักคำว่า “อุทิศ” เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร อุทิศ คือการแสดงเจตจำนงค์ที่ชัดเจนว่าจะให้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการให้แบบเจาะจง มีการระบุชื่อเสียงเรียงนามให้ชัดเจน เปรียบเหมือนการส่งพัสดุไปให้บุคคลปลายทาง  ต้องมีการเขียนที่อยู่ให้ชัดเจน มิเช่นนั้นบุรุษไปรษณีย์อาจส่งของไม่ถึงมือผู้รับก็ได้  ถ้าของไม่ถือมือผู้รับ หรือชื่อที่ระบุนั้นปัจจุบันไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้นแล้ว ของพัสดุนั้นจะตีกลับทันที กลับมาหาผู้ส่งเหมือนเดิม การอุทิศเช่นเดียวกัน ถ้าผู้ที่เราอุทิศไปปฏิสนธิที่อื่นแล้ว คือเปลี่ยนอัตภาพจากความเป็นเปรตไปเป็นเทวดา หรืออื่นๆ บุญอุทิศนั้นก็กลับมาหาเราเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้มีปรากฏเป็นหลักฐานในธรรมบท มีอุบาสกผู้หนึ่งตรัสถามพระพุทธเจ้าว่า การทำบุญอุทิศนี้เขาจะได้รับไหม และบุญที่อุทิศให้ในส่วนของเราจะหมดไปด้วยไหม พระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูตรัสว่า การทำบุญอุทิศอุปมาเหมือนการจุดเทียนในที่มืด โดยเริ่มจากเทียนเล่มเดียวที่เราถือไว้ก่อน ถ้ามีผู้ใดประสงค์ต้องการต่อเทียน เราก็จุดส่งต่อให้กี่คนๆ ก็ทำเช่นนี้  เทียนเราไม่หมดไม่ดับ เรายิ่งได้คือแสงสว่างที่ได้จากเทียนทวีขึ้นฉันใด บุญที่เราอุทิศให้ก็เช่นนั้นเหมือนกัน  การอุทิศจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่เราจะอุทิศให้นั้นได้ดับกายสังขารไปแล้ว เท่านั้น  ถ้ายังไม่ตายเป็นเพียงกิริยาการแบ่งบุญให้ เพื่อให้ผู้นั้นร่วมอนุโมทนากับการกระทำของเรา  ถ้าในวันนี้ซึ่งเป็นวันสารท ท่านทั้งหลายก็อุทิศให้กับปิยชนของตนที่ล่วงลับดับกายสังขารไปแล้ว ด้วยการออกชื่อ สกุล และเจตนาหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เขาได้รับโดยผ่านสื่อกลาง คือหมู่สงฆ์ 

 อะไรที่ต้องอุทิศไปให้
ใน อดีต พระเจ้าพิมพิสารผู้ปกครองเมืองพาราณี ได้สร้างวัดเวฬุวัณมหาวิหารถวายพระพุทธเจ้า นิมนต์พระสงฆ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมาฉันตลอด 7 วัน พอถึงวันสุดท้ายก็ได้ทำพิธีถวายวัดที่ทรงสร้างถวาย  ระหว่างที่พระสงฆ์ถวายพระพรนั้น มหาบพิตรไม่ได้อุทิศให้ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ คืออุทิศแบบทั่วไป พอตกกลางดึกพระญาติในอดีตของพระองค์ซึ่งในขณะนี้ได้เป็นเปรตอดอยาก ไม่มีอาหารจะกินเสื้อผ้าก็ไม่มีใส่  หวังอยู่ว่าการทำบุญของพระเจ้าพิมพิสารในครั้งนี้พวกตนจะได้รับอย่างแน่นอน แต่พอถึงเวลาไม่มีวี่แววว่าจะได้รับ จึงไปปรากฏในนิมิตให้เห็น ร้องเสียงน่ากลัว บางตนก็แสดงให้เห็นไม่มีเสื้อผ้าใส่ ร่างกายหมองคล้ำ พอรุ่งเช้าพระเจ้าพิมพิสารให้นำความนี้ไปเล่าถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงตรัสว่า ฝูงเปรตเหล่านั้นเป็นพระญาติของมหาบพิตร ในอดีตพระเจ้าแผ่นดินทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพราะความหิวคนเหล่านั้นได้แบ่งให้ลูกๆ และกินเองก่อนที่จะถวายพระสงฆ์ ด้วยผลกรรมนั้นเมื่อจุติจากอัตภาพนั้น ได้ไปเกิดเป็นเปรตมีความเผ็ดร้อนเพราะผลแห่งกรรมนั้นหลายกัปป์ รอแล้วรออีกว่าเมื่อไหร่หนอจะมีญาติของพวกเราสักคนทำบุญอุทิศให้  เมื่อทราบความเป็นมาแล้ว พระเจ้าพิมพิสารได้ทำบุญใหม่มีอาหารอันประณีต และผ้าไตรด้วย พอพระสงฆ์ถวายพระพร พระองค์ก็อุทิศแบบเจาะจงให้หมู่ญาติเหล่านั้น เมื่อเวลาเข้าบรรทมก็ได้ทรงสุบินเห็นว่าหมู่ญาติเหล่านั้นมีอาหาร เสื้อผ้าใส่สวยงาม มีรัศมี และอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ พร้อมกับกล่าวลาเพื่อจะไปจุติภพภูมิใหม่ จากตัวอย่างที่ยกมากล่าวนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราต้องอุทิศไปให้กับผู้ตายคือผลบุญที่เกิดจากการกระทำของเรา ไม่ใช่การเซ็นบวงสรวงตามสี่แยกสามแยกเหมือนที่กระทำกันอยู่ และการอุทิศไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆ ช่วย คือใช้ของมึนเมารดบอก
ใน ติโรกุฑฑสูตรมีกล่าวไว้ว่า ฝูงเปรตจะมาตามถนน ตามสี่แยก สามแยก และข้างฝาเรือน รวมไปถึงจำพวกสัมภเวสีทั้งหลายด้วย ถ้าวิญญาณมาขนาดนี้ท่านลองพิจารณาดูว่า อาหารเพียงหยิบมือเดียวจะพอกินอะไร และอาตมาคิดว่าเขาคงไม่มีระเบียบพอที่จะเข้าแถวยืนรับเป็นแน่ ดังนั้น จำเป็นที่เราจะต้องอุทิศแบบออกชื่อ นามสกุล เป็นใคร เพื่อให้มา และโดยธรรมชาติคนที่เป็นญาติเท่านั้นเขาจึงจะกล้าเข้าบ้านเรา ถ้าไม่ใช่ญาติเขาไม่กล้าแน่นนอน ยกเว้นมีการเชิญให้มา ดังนั้น การที่เราจัดใส่กระเฌอ หรือทำเป็นกระทงนำไปเทตามมุมบ้าน แล้วเรียกให้ผีมากินนั้น คงเป็นวิธีหนึ่งที่เป็นการให้ทานแก่วิญญาณทั้งหลายที่เร่ร่อนไม่มีญาติหรือ หลงมาหาบ้านญาติไม่เจอ   ก็จะได้กินของที่เขาทิ้งไว้ตามนอกบ้าน  ฟังดูก็น่าสลดสังเวชนะ ถ้ากลุ่มนั้นมีพ่อ-แม่เราอยู่ด้วยเราคงบาปหนักที่เดียว ลองนึกภาพดูหละกัน

บุญเขตในการทำบุญอุทิศ
ปราชญ์ โบราณที่วางแนวทางนี้ไว้มีความเฉียบแหลม มองการณ์ไกลถ้าจะพิจารณาดูแล้วในอดีตพุทธศาสนายังไม่มีบทบาทมากนักในภูมิภาค นี้ ชาวบ้านรู้จักความเชื่อแบบพื้นบ้าน คือการนับถือผีบรรพบุรุษเป็นหลัก  บางบ้านมีการนำเอาจอมปลวกเล็กๆ มาไว้บูชาก็มี บ้างก็มีการนำกระดูกปู่ย่า-ตายาย มาไว้บูชา จึงต้องมีการจัดเตรียมเครื่องบูชาที่มีการเซ่นไหว้กันเองตามความเชื่อ ประมาณว่าเป็นการบอกกล่าวให้ญาติทั้งหลายที่ตายไปแล้ว ให้พากันมารับอาหารคาวหวานต่างๆ เรียกมาหมด โดยใช้เหล้าขาวเป็นสื่อกลาง เรียกว่าของเซ่นต้องแรง ถ้าใช้นำ้เปล่าไปไม่ถึง มีจุดธูปเทียนด้วย แล้วจึงนำของที่เซ่นแล้วไปเททิ้งตามมุมบ้าน หรือมุมสี่แยก จากนั้นก็มีการนำข้าวปลาอาหารไปวัดเพื่อถวายหมู่สงฆ์ บางครอบครัวจะให้ความสำคัญกับการเซ่นไหว้มากกว่าการนำไปวัด บางครอบครัวให้ความสำคัญการถวายแด่พระสงฆ์มากกว่าการเซ่นไหว้ ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัทอาตมภาพจะกล่าวถึงการมาทำบุญเป็นหลัก แต่การเซ่นไหว้เราก็ควรคงไว้เพื่อสอนอนุชนรุ่นหลังต่อไป ญาติโยมทั้งหลายที่นำข้าวปลาอาหารมาวัด เรียกภาษาพระว่า ทายก ทายิกา แปลว่าผู้ให้  ส่วนพระสงฆ์องค์สามเณรเถรชีทั้งหลายเรียกว่า ปฏิคาหก แปลว่า ผู้รับ 

การ ทำอุทิศนี้นั้นต้องทำในเขตพุทธศาสนาเท่านั้น หรือทำกับบุคคลที่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันสูงสุด ทั้งทายกและปฏิคาหกต้องมีลักษณะที่แตกต่างกันด้วยคุณสมบัติ หมายถึงว่า ทายก ที่ประสงค์ให้ญาติของตนผู้ละโลกนี้ไปแล้วนั้นมีอาหารกิน มีเสื้อผ้านุ่งห่ม หรือได้รับความเย็นเพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนจากผลกรรมที่ตนได้รับ ผู้ให้ต้องมีเจตนาที่สมบูรณ์ คือก่อนจะให้ทานทายกต้องมีใจที่ปรารถนาที่จะให้จริงอันประกอบด้วยศรัทธา โดยคิดว่าถ้าถวายสิ่งนี้ไปแล้วญาติของเราจะได้รับ ขณะให้ทาน ก็ไม่รู้สึกลังเลสงสัย หรือวิตกกังวลว่าทรัพย์ที่ตนถวายไปนี้หมู่สงฆ์จะฉันให้ไหม และเราให้ไปแล้วเราได้อะไรกินเอง  และหลังจากให้แล้ว ก็ต้องมีความรู้สึกยินดีกับทานที่ตนได้ให้  โดยไม่รู้สึกเสียดาย  อยากได้คืน เมื่อประกอบด้วยเจตนาทั้งสามขั้นนี้ไปได้ก็เรียกว่าสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง เหลือขั้นสุดท้าย คือในส่วนของ     ปฏิคาหก  พระสงฆ์ผู้รับต้องมีความบริสุทธิ์ คือศีลาจาริยวัตรทั้งหลายต้องดี มีความประพฤติเรียบร้อยไม่เป็นไปเพื่อความเดือนร้อนในภายหลัง (รายบุคคล) แต่ถ้าไม่มั่นใจว่าพระสงฆ์ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์หรือเปล่า ให้ถวายเป็นการสงฆ์ คือถวายเเบบรวม ถึงแม้ว่าพระสงฆ์บางรูปท่านมีศีลหรือความประพฤติบางอย่างไม่เรียบร้อย ก็ไม่มีปัญหา เพราะถือว่าสงฆ์เป็นใหญ่ คำว่าสงฆ์ในที่นี้ไม่ได้มุ่งเอาเฉพาะพระที่เป็นพระอริยบุคคล ฉะนั้น คำว่าสงฆ์จึงนับสมมติสงฆ์เข้าด้วย เรียกว่าหมู่สงฆ์มีจำนวนตั้งแต่ ๔ รูป ขึ้นไป เมื่อครบองค์ประกอบเหล่านี้แล้วการทำบุญอุทิศของเราจึงจะมีผลไพบูลย์ เพราะว่าพระสงฆ์เปรียบเสมือนเรือ หรือสะพาน ที่ต้องอาศัยเมื่อจะข้ามฟาก คือคุณงามความดีที่ท่านบำเพ็ญมาจะเป็นเครื่องหนุนส่งให้บุญเราสำเร็จได้

บุญเขตอื่นที่มิใช่หมู่สงฆ์
ใน กรณีที่หาพระสงฆ์ไม่ได้เลย ไปวัดไหนๆ ก็ไม่มี ถึงมีก็ไม่สามารถทำได้เพราะท่านอาพาธมากแล้ว จะทำอย่างไร ท่านสาธุชนทั้งหลายอย่าลืมว่า พระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถือเป็นสรณคมน์อันสูงสุดของพวกเรา แม้อายุกาลของพระศาสนาจะล่วงเลยมาเป็นพันปีแล้วก็ตาม แต่พระรัตนตรัยก็ยังคงอยู่ ดังนั้น เมื่อไม่มีพระสงฆ์อยู่ ให้เข้าไปหาอุบาสก-อุบาสิกาที่ท่านมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างจริงจัง แล้วแสดงเจตน์จำนงค์ให้ท่านทราบว่าต้องการทำอะไร ถ้าเราอยากให้ญาติของเราผู้จากโลกนี้ไปแล้วเป็นอย่างไร เช่นได้แต่งตัวสวยๆ ได้ทานอาหารที่อร่อยๆ อยากบีบเส้นคลายจุดให้ท่าน เราก็ปฏิบัติกับอุบาสก-อุบาสิกาท่านเหล่านั้นเหมือนอย่างที่เราอยากทำให้พ่อ แม่หรือญาติของเราที่ล่วงลับไปแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน 

      เกี่ยวกับการทำบุญอุทิศนี้ มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ปรากฏในธรรมบทแปล คือเรื่องลูกสาวอนาถบิณฑิกเศรษฐีทำบุญอุทิศให้กับตุ๊กตาที่แตก เพื่อเป็นปุคลาธิษฐาน ความปรากฏว่า หานิทานลูกสาวอนาบิณฑิกเศรษฐีมาเพิ่ม ทำบุญให้ตุ๊กตา

สรุปความแล้ว บุญ หมาย ถึงธรรมชาติที่มีสภาพเย็นฉ่ำ เบาสบาย มีความร่าเริง ที่เกิดจากการ กระทำกุศลกรรมทางกาย วาจา ใจ กิริยาที่ทำบุญให้สำเร็จนั้นมี 10 อย่าง แต่กล่าวโดยย่อแล้วมีเพียง 3 อย่าง ส่วนบุญที่สำเร็จเพราะการอุทิศส่วนบุญให้นั้น เรียกว่า ปัตติทานมัย เป็นกิริยาที่กตเวทิตาชนจะพึงกระทำแก่กตัญญูชนผู้เป็นที่รักทั้งหลาย บุคคลที่รู้ถึงบุญคุณที่บุคคลกระทำต่อตนแล้วกระทำตอบแทน ถือว่าเป็นคนดี คนดีตกนำ้ไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ไปอยู่ทีใดหรือประกอบอาชีพอะไรที่เหมาะสมแล้วมีแต่ความเจริญถ่ายเดียว เพราะมีคุณธรรม คือความกตัญญู ซึ่งถือเป็นการทำบุญที่ถูกวิธีมีนัยดังได้อรรถาธิบายมาแล้ว
เทสนาปริโยสาเน ในการสิ้นสุดลงแห่งธรรมเทศนานี้  อิมินา กตปุญฺเญน ขอ อำนาจกุศลผลบุญที่ท่านสาธุชนทั้งหลายได้บำเพ็ญไว้ดีแล้วในหมู่สงฆ์ จงมารวมกันมหันตเดชานุภาพ สนับสนุนส่งเสริม  อำนวยอวยพรใหเปตชนทั้งหลายผู้ละโลกนี้ไปแล้วนั้น จงเจริญด้วยอิฏฐะวิบากสุขสมบัติีที่พึงปรารถนาในสัมปรายภพ  สมดังเจตนาปรารถของท่านสาธุชนทั้งหลายทุกประการ
อนึ่ง ขออำนาจกุศลผลบุญนี้ จงเป็นปฏิพรย้อนสนองใหท่านทั้งหลายจงเจริญด้วย อายุ วรรณะ  สุขะ พละ ปฏิภาณ ธะนะสารสมบัติ ปรารถนาสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว  ก็ขอให้ความปรารถนานั้นๆ จงพลันสำเร็จ  จงพลันสำเร็จ  จงพลันสำเร็จ  สมความปรารถนาทุกประการ
แสดงพระธรรมเทศนาในปูชากถา พอสมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้แล


พระมหาเฉลิมเกียรติ  แก้วหอม. เทศน์วันพระที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ณ. วัดป่าโยธาประสิทธิ์ จ.สุรินทร์